Responsive image
เมนูหลัก
หน้าหลัก
เกี่ยวกับตำบล
ประวัติความเป็นมา
สภาพทั่วไป
สภาพสังคม
สภาพทางเศรษฐกิจ
การบริการพื้นฐาน
สินค้า OTOP
สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
เกี่ยวกับเรา
วิสัยทัศน์/พันธกิจ
ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา
โครงสร้างส่วนราชการ
บทบาทหน้าที่
แผนพัฒนาท้องถิ่น
บุคลากร
คณะผู้บริหาร
สมาชิกสภา
สำนักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ข่าวสารตำบล
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวกิจกรรม
การบริหารงานบุคลล
รายงานผลการดำเนินงาน
ITA
ITA ปี พ.ศ. 2563
ระเบียบ
หนังสือสั่งการ สถ.
พรบ./พรก.
กฎระเบียบกระทรวง
คำสั่ง สถ.
มติ ก. อบจ.
มติ ก.ท.
มติ ก. อบต.
ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
รายงานการรับ-จ่ายเงิน
รายงานการประชุม
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
แผนที่ดาวเทียม
คู่มือประชาชน - ระเบียบต่างๆ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รายงานผลการดำเนินงาน
มาตรการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม
   ประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลลาดควาย
     เรื่อง  มาตรการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม
................................................
 
                   องค์การบริหารส่วนตำบลลาดควาย มีเจตนารมณ์ให้การดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลลาดควาย มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดควายได้มีประกาศเจตจำนงสุจริตในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลลาดควาย เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน องค์การบริหารส่วนตำบลลาดควาย จึงเห็นควรประกาศมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน  ดังนี้
                   1. เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลลาดควาย ต้องเข้าใจความหมายของความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests)
                   หมายถึง การที่เจ้าหน้าของรัฐมีผลประโยชน์ส่วนตนอยู่และมีการใช้อิทธิพลตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ส่วนตัว โดยก่อให้เกิดผลเสียต่อผลประโยชน์ส่วนรวมผลประโยชน์ทับซ้อนมีหลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดอยู่ในรูปของตัวเงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ในรูปตัวเงินหรือทรัพย์สินก็ได้
                   2. แนวทางการจัดการเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดในหลัก 4 ประการ คือ
                   2.1 ป้องกันผลประโยชน์สาธารณะ : การทำเพื่อประโยชน์ของสาธารณะเป็นหน้าที่หลักที่ต้องตัดสินใจและให้คำแนะนำภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบาย จะต้องทำงานในขอบเขตหน้าที่ พิจารณาความถูกผิดไปตามเนื้อผ้า ไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตนมาแทรกแซง รวมถึงความเห็นหรือทัศนคติส่วนบุคคลปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติลำเอียงด้วยเรื่องศาสนา อาชีพ จุดยืนทางการเมือง เผ่าพันธุ์ วงศ์ตระกูล ฯลฯ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มีเพียงปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้นแต่ต้องมีจริยธรรมด้วย
                   2.2 สนับสนุนความโปร่งใสและความพร้อมรับผิด : การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนต้องอาศัยกระบวนการแสวงหา เปิดเผยและจัดการที่โปร่งใส นั่นคือ โปรดโอกาสให้ตรวจสอบและมีความรับผิดมีวิธีการต่าง ๆ เช่น โยกย้ายเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อน การเปิดผลประโยชน์ส่วนตนหรือความสัมพันธ์ที่อาจมีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นขั้นตอนแรกของการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้กระบวนการอย่างเปิดเผยทั่วหน้า อันจะทำให้เจ้าหน้าที่ร่วมมือและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสีย
2.3 ส่งเสริมความรับผิดชอบส่วนบุคคลและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง : การแก้ปัญหาหรือจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน จะสะท้อนถึงความยึดหลักคุณธรรมและความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่และองค์กร       การจัดการต้องอาศัยข้อมูลนำเข้าจากทุกระดับในองค์กร ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบเรื่องการสร้างระบบและนโยบาย และเจ้าหน้าที่ต้องจัดการกับเรื่องส่วนตนเพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนและหัวหน้าหน่วยงานต้องกระทำเป็นแบบอย่างด้วย
           3. ข้อไม่พึงปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล
               3.1 เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ไม่พึงรับสิ่งตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินที่มีมูลค่าสูงเกินความเหมาะสมและได้มาโดยมิชอบ
               3.2 เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางโดยไม่ใช่เรื่องของการเงินและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
           4. แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
           การดำเนินการเพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือผลประโยชน์ทับซ้อนในหน่วยงาน โดยส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล มีความเข้าใจเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมได้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ไม่มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินกิจการที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม ดังนี้
              1. เป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
              2. เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน หรือถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ตนเองปฏิบัติ ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
              3. รับสัมปทานหรือถือสัมปทานจากรัฐอยู่ หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐที่มีลักษณะผูกขาด ตัด ตอน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งนี้ ห้ามเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน หรือมีหุ้นส่วนในบริษัทที่รับสัมปทานหรือถือสัมปทานจากรัฐอยู่ เช่นกัน
              4. เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้างในธุรกิจเอกชน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่ หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจเอกชนนั้นอาจขัดแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม            หรือประโยชน์ทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น
มีข้อยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้
             1. กรณีพ้นจากการดำรงตำแหน่งมาแล้วยังไม่ถึง 2 ปี สามารถเป็นผู้ถือหุ้นไม่เกิน 5% จากจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายในบริษัทมหาชนจำกัด ทั้งนี้ ต้องไม่ใช่บริษัทที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
             2. กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในบริษัทจำจัดหรือบริษัทมาชนจำกัด ที่หน่วยงานของรัฐถือหุ้นหรือเข้าร่วมทุน เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นที่ปรึกษา หรือกรรมการภายในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นหรือร่วมทุน
 
               จึงประกาศให้ทราบและปฏิบัติโดยทั่วกัน
 
ประกาศ  ณ  วันที่  1  ตุลาคม  2562
 
ดาวน์โหลด 1
โพสเมื่อ : 01 ต.ค. 2562